เตรียมตัวให้พร้อม ! ปฎิบัติการเพิ่มความฉลาดให้ลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์

วันนี้จะพาคุณแม่ๆมาเพิ่มความฉลาดให้ลูกตั้งแต่ในครรภ์ ก่อนอื่นเตรียมตัวและสถานที่ให้พร้อม เปิดเพลงเบาๆทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ฉีดสเปรย์ปรับอากาศเล็กน้อยให้รู้สึกสดชื่น เพราะนอกจากการดูแลลูกในท้องด้วยสารอาหารดีมีประโยชน์แล้ว คุณแม่ท้องและคุณพ่อยังสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์

เล่นกับลูกในท้องได้อะไรเอ่ย

– ช่วยพัฒนาด้านระบบหมุนเวียนสารอาหารและออกซิเจน ไปสู่ทารกดีขึ้น
– ช่วยพัฒนาด้านการเคลื่อนไหว
– ทารกรู้สึกอบอุ่นใจ เพิ่มความผูกพัน

5 วิธีเพิ่มความฉลาดให้ลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์


1.นวดสื่อภาษารัก
ให้คุณแม่ผสมเบบี้ออยส์กับแป้งฝุ่นบนฝ่ามือ แล้วลูบไล้ไปที่หน้าท้องในทิศทางตามเข็มนาฬิกา พยายามนวดอย่างเบามือ แต่ไม่ต้องถึงกับเกร็ง ไม่ต้องกลัวว่าทารกจะเป็นอันตรายนะคะ เพราะในครรภ์มีน้ำคร่ำที่ช่วยป้องกันการกระทบกระเทือนให้เค้าอยู่แล้ว เมื่อนวดไปสักพัก คุณแม่รู้สึกได้ค่ะว่าทารกน้อยกำลังดิ้นเบาๆตอบมา นั่นแสดงว่าเค้ารับรู้ได้ถึงแรงกระตุ้นที่คุณแม่ส่งไปหาเค้าค่ะ


2.พูดคุยกับลูกผ่านผนังท้อง
แม้ว่าทารกน้อยจะยังอยู่ในท้อง แต่เค้าก็ได้ยินเสียงของคุณแม่นะคะ ซึ่งเรื่องนี้มีการวิจัยกันมา ดังนั้นแล้ว คุณแม่ลองทักทายเค้าด้วยการเรียกชื่อดูสิคะ ไม่ก็ใช้คำที่ต้องใช้บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน เช่นสวัสดี พ่อรักลูกนะ แม่รักลูกนะเป็นต้น แรงสั่นสะเทือนของเส้นเสียงจะค่อยๆซึมผ่านผนังหน้าท้อง น้ำคร่ำ แล้วมายังทารก ซึ่งมีรายงานว่า นั่นจะช่วยให้ทารก ซึ่งมีรายงานว่า นั่นจะช่วยให้ทารกคุ้นเคยกับคำต่างๆและมีพัฒนาการทางภาษาดีขึ้นเมื่อเติบใหญ่ค่ะ


3.ให้ลูกฟังเพลงเบาๆ
ขณะสัมผัสเขาผ่านผนังหน้าท้องคุณแม่ก็อย่าลืมเปิดเพลงให้เค้าฟังไปด้วยนะคะ เรื่องนี้ได้รับการส่งเสริมจากหลายสถาบันทีเดียวว่าเป็นการช่วยพัฒนาทั้งความฉลาดและอา รมณ์ของทารกได้มาก เพียงแต่ต้องเลือกแนวเพลงหน่อย อย่างเพลงคลาสสิกยิ่งดี หรืออาจเป็นเพลงน่ารักๆของเด็กๆแต่สำหรับแม่และเด็ก แนะนำว่าเพลงไทยเดิมก็ไม่เลวนะคะ


4.ใช้แสงไฟกระตุ้นการมอง
เมื่อคุณแม่อายุครรภ์ 7 เดือนขึ้นไป เจ้าตัวน้อยในท้องก็เริ่มจะลืมตาได้และเริ่มมองเห็นผนังภายในมดลูกแล้วค่ะ ยิ่งช่วงใกล้คลอด มดลูกจะใหญ่ขึ้น ผนังมดลูกก็จะเริ่มบางลง แสงก็สามารถผ่านเข้าสู่ภายในมดลูกได้ จึงเกิดการกระตุ้นระบบการมองเห็นของทารก มีผลการทดลองและงานวิจัยที่ยืนยันให้เราทราบว่า ทารกสามารถมองเห็นตั้งแต่ในครรภ์นั้น โดยได้ทำการทดลองฉายแสงผ่านเข้าสู่มดลูก ขณะที่แสงผ่านจะเห็นว่าทารกมีปฏิกิริยาตอบสนอง กล่าวคือมีการเต้นของหัวใจที่เร็วกว่าปกติ มีการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมอง เมื่อทดลองเพิ่มแสงสว่างมากขึ้น ทำให้เกิดแสงจ้า ลูกน้อยในครรภ์ก็จะยกมือขึ้นปิดหน้าผากเพื่อบังแสง ซึ่งดูแล้วน่าอัศจรรย์อย่างยิ่งค่ะ ซึ่งคุณแม่เองก็สามารถใช้แสงเพื่อเล่นกับเจ้าหนูในครรภ์ได้ด้วยวิธีการง่ายๆ คือ
-คุณแม่ใช้ไฟฉายส่องไปที่หน้าท้อง แล้ววนเป็นรูปวงกลมรอบสะดือช้าๆ เพื่อกระตุ้นสมองส่วนที่รับรู้แสง ลูกในท้องจะเคลื่อนไหวและสนใจแสงไฟ แต่ถ้าส่องนานและบ่อยเกินไปเด็กจะเริ่มเบื่อได้ และความสนใจจะน้อยกว่าตอนที่เริ่มส่องไฟค่ะ
– มีอีกวิธีหนึ่งคุณแม่สามารถทำได้โดยการส่องไฟที่บริเวณหน้าท้อง เช่นกัน แต่เปลี่ยนเป็นสัญญาณไฟกระพริบ ห่างจากบริเวณหน้าท้องพอสมควร และมีแสงที่ไม่จ้าจนเกินไป การกระตุ้นโดยการใช้แสงกระพริบเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกปรับสภาพการมองเห็นได้ดีขึ้น ควรทำในช่วงเย็นหลังคุณแม่ทานอาหารเสร็จ เพราะจะทำให้ลูกตื่นและนอนในเวลากลางคืนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการฝึกให้เจ้าหนูปรับตัวเตรียมพร้อมในการออกมาดูโลกอีกด้วย ค่ะ


5.ล้อมวงสนทนาประสาคณาญาติ
ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อย่าสนุกอยู่กับลูกคนเดียวเลยค่ะ ลองชวนคุณสามี คุณย่าคุณยาย และคณาญาติทั้งหลายแหล่มาร่วมวงสนทนาพาทีกันเถอะ เพราะมีผลยืนยันมาแล้วนะคะ เทียบระหว่างคุณแม่ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีญาติสนิทมิตรสหายมาเยี่ยมเยียนพูดคุยทักทายบ่อยครั้ง กับอีกกลุ่มค่อนข้างสันโดษ ไม่ค่อยมีใครมาเยี่ยมเยียนพูดด้วย ผลปรากฏว่า ทารกที่คลอดจากคุณแม่กลุ่มแรก มีทักษะความฉลาดและอารมณ์ดีกว่ากลุ่มที่สอง ซึ่งทารกค่อนข้างเป็นเด็กเลี้ยงยาก มักจะงอแง แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวจนโต
เรื่องนี้ว่ากันว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะทารกได้ซึมซับความรัก ความอบอุ่นจากคนรอบข้างอย่างเดียวกับที่แม่ได้รับด้วย และอีกเหตุผลคือ เมื่อมีคนมาเยี่ยม แม่ก็ความสุข เบิกบาน และสดชื่น และเป็นผลพลอยได้ส่งต่อมายังทารกด้วย

นอกจากคุณแม่จะเลือกทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์แล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองในระหว่างตั้งครรภ์ เพราะมีผลต่อความฉลาดทางสติปัญญาของลูกน้อยในครรภ์นะคะ