แย้มพระโอษฐ์ ร.9 ที่หายไป !! !! วันที่ พระมหากษัตริย์ เสียพระทัยที่สุด!! #

วันนี้เซม เซมบอกเลยแม้ในหลวงจะมีพระราชภารกิจอันใหญ่หลวงในการดูแลทุกข์สุขของราษฎรทั่วประเทศ แต่ไม่เคยทรงลืมหน้าที่ที่ “ลูก” พึงปฏิบัติต่อ “แม่” เลยแม้แต่น้อย

ภาพในหลวงทรงประคองสมเด็จย่าเวลาทรงพระราชดำเนินไปในที่ต่างๆ หรือภาพที่ทรงเข็นรถเข็นให้สมเด็จย่าเมื่อครั้งสมเด็จย่าประทับแรมที่โรงพยาบาลเพื่อรักษาพระอาการประชวร
นอกจากจะสร้างความประทับใจให้แก่ประชาชนที่ได้เห็นภาพเหล่านั้นแล้ว ยังเป็นภาพที่เตือนใจให้ประชาชนทุกคนซึ่งมีหน้าที่ในฐานะ “ลูก” เช่นเดียวกับพระองค์ ได้ย้อนกลับมามองดูตนเองว่า ได้ทำหน้าที่ของลูกดีเพียงพอแล้วหรือยัง

พ.อ. (พิเศษ) ทองคำ ศรีโยธิน ถ่ายทอดความประทับใจที่มีต่อพระมหากษัตริย์ยอดกตัญญูพระองค์นี้ไว้ในหนังสือ “หยุดความเลวที่ไล่ล่าคุณ” ความบางตอนว่า
ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหน มีทหาร มีองครักษ์ มีพยาบาลที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว แต่ในหลวงบอกว่า “ไม่ต้อง คนนี้เป็นแม่เรา เราประคองเอง”
“ตอนเล็ก ๆ แม่ประคองเรา สอนเราเดิน หัดให้เราเดิน เพราะฉะนั้นตอนนี้แม่แก่แล้ว เราต้องประคองแม่เดินเพื่อเทิดพระคุณท่าน ไม่ต้องอายใคร” เป็นภาพที่ประทับใจมาก เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินท่านกตัญญูต่อแม่ ประคองแม่เดิน

หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่าเสร็จสิ้นลงแล้ว ราชเลขาของสมเด็จย่ามาแถลงในที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนว่า ก่อนสมเด็จย่าจะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ 93 ในหลวงเสด็จฯ จากวังสวนจิตรไปวังสระปทุมตอนเย็น ไปกินข้าวกับแม่ ไปคุยกับแม่ ไปทำให้แม่ชุ่มชื่นหัวใจ เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่ สัปดาห์ละ 5 วัน ในหลวงมีโครงการเป็นร้อยเป็นพันโครงการ มีเวลาไปกินข้าวกับแม่สัปดาห์ละ ๕ วัน พวกเรา ซี ๗ ซี ๘ ซี ๙ ร้อยตรี พลตรี อธิบดี ปลัดกระทรวง ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่ บอกว่า งานยุ่ง จะไปตีกอล์ฟ

ทุกครั้งที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า ในหลวงต้องเข้าไปกราบที่ตักแล้วสมเด็จย่าจะดึงตัวในหลวงเข้ามากอด กอดเสร็จก็หอมแก้ม ตอนสมเด็จย่าหอมแก้มในหลวง แก้มในหลวงคงไม่หอมเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม แต่ทำไมสมเด็จย่าหอมแล้วชื่นใจ เพราะท่านได้กลิ่นหอมจากหัวใจในหลวง หอมกลิ่นกตัญญู

“ตัวแม่เองคือสมเด็จย่าไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์ เป็นคนธรรมดาสามัญชน เป็นเด็กหญิงสังวาลย์ ในหลวงเกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า ปัจจุบันเป็นกษัตริย์ เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว แต่ในหลวงที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้มลงกราบคนธรรมดาที่เป็นแม่ ในหลวงเทิดแม่ไว้เหนือหัว นี่แหละครับความหอม นี่คือเหตุที่สมเด็จย่าหอมแก้มในหลวงทุกครั้ง ท่านหอมความดี หอมคุณธรรม หอมกตัญญูของในหลวง

“กินข้าวเสร็จแล้ว ก็มานั่งคุยกับแม่ ในหลวงดำรัสกับแม่ว่าไงทราบไหม ? ตอนในหลวงเล็ก ๆ แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ อยากฟังแม่สอนอีก” สมเด็จย่าประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช ในหลวงไปเยี่ยมตอนตีหนึ่งตีสอง ตีสี่เศษ ๆ จึงเสด็จกลับ “ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง ไปทุกวัน ไปให้ความอบอุ่น

คราวหนึ่งในหลวงป่วย สมเด็จย่าก็ป่วย ไปอยู่ศิริราชด้วยกัน อยู่คนละมุมตึก ตอนเช้าในหลวงเปิดประตูออกมา พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่าออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี ในหลวงพอเห็นแม่รีบออกจากห้องมาแย่งพยาบาลเข็นรถ มหาดเล็กกราบทูลว่า ไม่เป็นไร ไม่ต้องเข็น มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว ในหลวงมีรับสั่งว่า แม่ของเรา ทำให้ต้องให้คนอื่นเข็น เราเข็นเองได้
“วันนั้นในหลวงเฝ้าสมเด็จย่าจนถึงตีสี่ตีห้า เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน จับมือแม่ กอดแม่ ปรนนิบัติแม่ จนกระทั่ง “แม่หลับ” จึงเสด็จกลับ พอไปถึงวัง เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์ ในหลวงรีบเสด็จกลับไปศิริราช เห็นสมเด็จย่านอนหลับอยู่บนเตียง

ในหลวงตรงเข้าไปคุกเข่า กราบลงที่หน้าอกแม่ พระพักตร์ในหลวงตรงกับหัวใจแม่ “ขอหอมหัวใจแม่ เป็นครั้งสุดท้าย” ซบหน้า นิ่งอยู่นาน แล้วค่อย ๆ เงยพระพักตร์ขึ้น น้ำพระเนตรไหลนอง
“ต่อไปนี้จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว เอามือกุมแม่ไว้ มือนิ่ม ๆ ที่ไกวเปลนี้แหละ ที่ปั้นลูกจนได้เป็นกษัตริย์ เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง
“มองเห็นหวีปักอยู่ที่ผมแม่ ในหลวงจับหวี ค่อย ๆ หวีผมให้แม่ หวีให้แม่สวยที่สุด แต่งตัวให้แม่ใหม่ ให้แม่สวยที่สุด ในวันสุดท้ายของแม่”